4,000 โลจิสติกส์ เลือดเข้าตา ยื่น3 ข้อ'อภิสิทธิ์'ช่วยก่อนเจ๊ง
9 สมาคม 4 ชมรมโลจิสติกส์และขนส่ง 4,000 รายกว่า 200,000 คันเลือดเข้าตา เข้าชื่อยื่น 3 ข้อเสนอ ร้องนายกฯอภิสิทธิ์ -ขุนคลังกรณ์ -รัฐมนตรีพลังงาน หลังมาตรการรีดภาษีน้ำมันพ่นพิษใส่ ยื่นคำขาดห้ามนำเงินกองทุนอุ้มแอลพีจีอีก ควรปรับราคาก๊าชที่ใช้กับรถยนต์ส่วนบุคคล ระบุผลาญเงินหลวงกว่า 4 พันล้านบาทต่อปี ลุ้นกองทุนขยายเวลาชดเชยเป็น 4 เดือน
นายยู เจียรยืนยงพงศ์ ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย เปิดเผย"ฐานเศรษฐกิจ"ถึง มาตรการขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันเกือบทุกชนิดลิตรละ2 บาทของรัฐบาล ว่ากำลังสร้างความหนักใจให้กับภาคอุตสาหกรรมโลจิสติกส์และการขนส่งอย่างมาก และไม่เชื่อว่าจะเกิดผลกระทบกับผู้บริโภค เพราะเมื่อต้นทุนด้านขนส่งเพิ่มสูงขึ้น ราคาสินค้าทุกประเภทก็ต้องขยับตาม เพียงแต่จะตกกระทบมาถึงผู้บริโภคช้าหรือเร็วต้องจับตาใกล้ชิด เพราะขึ้นอยู่ที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงว่าจะพยุงราคาน้ำมันไม่ให้ราคาหน้า ปั๊มปรับขึ้นได้นานแค่ไหน ประกอบกับท่าทีของรัฐบาลที่ยังไม่ชัดเจนว่าจะขยายเวลาได้นานแค่ไหน
ขณะนี้ภาคโลจิสติกส์มองว่า นโยบายขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันของรัฐบาล เป็นเพียงกุศโลบายในการนำเงินกองทุนไปอุ้มก่อน ซึ่งผู้ประกอบการก็เข้าใจรัฐบาล ว่าต้องการนำเงินที่ได้จากการปรับภาษีดังกล่าวไปใช้ในการบริหารประเทศ เพียงแต่ผลที่เกิดขึ้นมากระทบกับภาคโลจิสติกส์โดยตรง เพราะน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นต้นทุนหลักของธุรกิจโลจิสติกส์เป็นสัดส่วน 50-60% ของต้นทุนรวม
ขนส่งสุดอั้นยื่น3 ข้อ"อภิสิทธิ์"
อย่างไรก็ดีเมื่อวันที่ 18 พ.ค.ที่ผ่านมา สมาชิกสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทยซึ่งประกอบด้วย 9 สมาคม 4 ชมรม รวมสมาชิกกว่า 4,000 ราย มีรถขนส่งประมาณ 70,000 คัน(หากคำนวณตามทะเบียนรถพ่วงหัวท้ายจะมีรถประมาณ 200,000 คันทั่วประเทศ) รวมตัวกันยื่นหนังสือถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และน.พ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เพื่อชี้แจงให้เห็นถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้ประกอบการโลจิสติกส์ ที่ขณะนี้ตกอยู่ในภาวะเลือดตาแทบกระเด็นอยู่แล้ว จากภาวะขาดทั้งสภาพคล่องทางการเงิน ไม่มีงานขนส่งสินค้า หากต้นทุนด้านพลังงานปรับสูงขึ้นไปอีก หลังจากที่กองทุนน้ำมันเลิกเข้าไปพยุงราคาขายปลีกหน้าปั๊ม ก็ยิ่งไปซ้ำเติมอุตสาหกรรมโลจิสติกส์เพิ่มยิ่งขึ้น
ดังนั้นจึงมีมติร่วมกันเสนอแนะแนวทางช่วยเหลือให้รัฐบาลพิจารณาดังนี้ ข้อเสนอแรก ให้รัฐบาลบริหารเงินกองทุนน้ำมันให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อมิให้กระทบต่อผู้ประกอบการรายย่อย โดยการปรับราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลหน้าปั๊ม ขอให้ปรับราคาเป็นรายไตรมาส เพื่อให้ราคาน้ำมันไม่แกว่งตัวจนเกินไป และขอให้เก็บภาษีสรรพสามิตไบโอดีเซลน้อยกว่าน้ำมันดีเซล เพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้ประกอบการรายย่อย
ยื่นคำขาดรัฐต้องเลิกอุ้มแอลพีจี
ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย กล่าวว่า นอกจากนี้ในข้อเรียกร้องยังกล่าวย้ำให้รัฐบาลงดการใช้เงินกองทุนน้ำมันเพื่อ ชดเชยก๊าซหุงต้มหรือแอลพีจี และควรปรับขึ้นราคาแอลพีจีสำหรับใช้กับรถยนต์ส่วนบุคคล
สำหรับข้อเสนอที่สอง ให้รัฐบาลสนับสนุนการใช้พลังงานทางเลือกเอ็นจีวีอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง โดยให้ขยายสถานีบริการเอ็นจีวีให้ครอบคลุมทุกจังหวัด เพื่อเชื่อมโยงกันได้ในแต่ละภูมิภาค พร้อมขยายท่อส่งเอ็นจีวี ไปยังถนนสายหลัก เพื่อลดการขนส่งเอ็นจีวีโดยรถยนต์และเป็นการเพิ่มสถานีแม่เพื่อให้บริการ สถานีลูกได้กระจายเพิ่มมากขึ้น ทั้งยังขอให้รัฐบาลลดภาษีนำเข้ารถบรรทุกหัวลากจาก20% เหลือ 5% ส่วนข้อที่สามให้รัฐบาลได้จัดหาแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อผู้ประกอบการ โดยเป็นเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อใช้ในการหมุนเวียนของผู้ประกอบการและเงินกู้ เพื่อการใช้พลังงานทดแทนเอ็นจีวี
สอดรับกับนายทองอยู่ คงขันธ์ นายกสมาคมขนส่งสินค้าเพื่อการนำเข้าและส่งออก ที่กล่าวว่าอยากให้รัฐบาลมีการปรับโครงสร้างภาษีน้ำมันใหม่ทั้งระบบ ไม่ใช่นำเงินกองทุนน้ำมันไปอุ้มแอลพีจี หรือนำเงินจากกองทุนอนุรักษ์พลังงานไปใช้ในระบบโครงสร้างพื้นฐานเช่น รถไฟฟ้า และอยากให้รัฐส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือกโดยประกาศเป็นวาระแห่งชาติและนำ ไปปฏิบัติเพื่อสร้างแรงจูงใจในการลดปริมาณนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ
ผลาญงบ 352 ล้านต่อเดือน
ทั้งนี้ จากรายงานของสถาบันบริหารกองทุนพลังงาน(องค์การมหาชน)หรือสบพน.แจ้งว่าในแต่ ละเดือนกองทุนน้ำมันจะต้องนำเงินไปอุดหนุนราคาแอลพีจีในประเทศประมาณ 352 ล้านบาทต่อเดือน เป็นผลจากราคาขายในประเทศอยู่ที่รัฐบาลตรึงอยู่ที่ 18.13 บาทต่อกิโลกรัม หรือประมาณ 332 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน ซึ่งต่ำกว่าราคาตลาดโลกเวลานี้อยู่ที่ 388 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน
นอกจากนี้ จากการที่รัฐบาลตรึงราคาแอลพีจี ทำให้ความต้องการใช้แอลพีจีในปริมาณที่มากขึ้น โดยเฉพาะการนำมาใช้ในภาคขนส่ง เพื่อทดแทนการใช้น้ำมันราคาแพงในช่วงปีที่ผ่านมา จนส่งผลให้ต้องมีการนำเข้าแอลพีจีที่มีราคาแพงมาจำหน่าย เนื่องจากกำลังการผลิตในประเทศไม่พอ ซึ่งส่งผลให้กองทุนน้ำมันต้องเข้าไปแบกรับภาระจากการนำเข้าเมื่อปีที่แล้ว ประมาณ 7,733 ล้านบาท และเมื่อต้นปีนี้อัก 73 ล้านบาท
กองทุนเตรียมขยายเวลาชดเชย
ดร.ศิวะนันท์ ณ นคร ผู้อำนวยการสถาบันบริหารกองทุนพลังงาน (องค์การมหาชน) หรือสบพน.เปิดเผยถึง ฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงว่า หลังจากที่ได้มีการเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน ในส่วนน้ำมันกลุ่มเบนซินและดีเซล 40 สตางค์ต่อลิตร เพื่อพยุงราคาน้ำมันหน้าปั๊มไม่ให้ปรับขึ้นไปจากการปรับภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ขึ้นไป 2 บาทต่อลิตร ทำให้กองทุนน้ำมันมีรายได้เข้ามาประมาณ 900 ล้านบาทต่อเดือน ซึ่งช่วยให้ลดภาระกองทุนน้ำมันในการพยุงราคาเหลือเพียง 4,400 ล้านบาทต่อเดือน จากเดิม 5,300 ล้านบาทต่อเดือน
อย่างไรก็ตาม จากแนวโน้มของราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงอย่างต่อเนื่อง โดยราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส ปัจจุบันปรับตัวมาอยู่ที่ 61.05 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล การเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันในระยะอันใกล้นี้อาจจะไม่เกิดขึ้นอีก เพราะจะไปส่งผลกระทบกับผู้บริโภค ที่ได้รับผลกระทบจากการปรับราคาน้ำมันตามตลาดโลกอยู่แล้ว
"ปัจจุบันกองทุนน้ำมันที่มีเงินอยู่ประมาณ 17,000 ล้านบาท ซึ่งหักหนี้การเงินชดเชยราคาแอลพีจีนำเข้าจากต่างประเทศเมื่อปีที่แล้ว 7,733 ล้านบาท และเมื่อต้นปีนี้อีก 73 ล้านบาทแล้ว หากต้องใช้พยุงราคาน้ำมันเดือนละ 4,400 ล้านบาท ก็เพียงพอที่จะพยุงราคาน้ำมันไป โดยไม่จำเป็นต้องไปกู้เงินมาแต่อย่างใด"
อย่างไรก็ตาม หากราคาน้ำมันมีการปรับตัวสูงอย่างต่อเนื่อง จนไม่สามารถเรียกเก็บเงินคืนกองทุนน้ำมันได้ หรือต้องมีการขยายเวลาพยุงราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นอีก คงต้องเป็นอำนาจการตัดสินใจของรัฐบาลเองว่าจะมีนโยบายอย่างไร เพราะหากไม่เก็บเงินคืน ถึงเวลานั้นกองทุนน้ำมันจะติดลบ
น.พ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานพร้อมที่จะขยายเวลาการเก็บเงินคืนกองทุนน้ำมันจากเดิมที่ กำหนด 1 เดือน เป็น 4 เดือน เพื่อไม่ให้ประชาชนได้รับผลกระทบมากเกินไป แต่ทั้งนี้ ต้องขึ้นกับสถานการณ์ราคาน้ำมันด้วย หากลดลงเร็วก็จะเข้าไปเก็บเพิ่ม เพราะคิดว่าราคาน้ำมันคงจะไม่ปรับตัวสูงอย่างต่อเนื่อง
สภาอุตฯแนะต้องรอบคอบ
ด้านนายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การที่รัฐปรับขึ้นภาษีน้ำมันเพิ่มนั้น ย่อมมีผลต่อต้นทุนของภาคอุตสาหกรรมด้านการขนส่งกระทบผู้ประกอบการบางรายที่ยังใช้น้ำมันในกระบวนการผลิต อย่างไรก็ตาม ขณะนี้อาจยังไม่เห็นผลกระทบจากมาตรการดังกล่าวชัดเจนนัก เนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกขณะนี้มีการแกว่งตัวที่ทำให้ประเมินต้นทุนได้ ยากกว่าการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน แต่ถ้ารัฐบาลมีแนวคิดจะเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันในอัตราที่สูงมาก ก็ควรมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะนอกจากจะทำให้ราคาน้ำมันไม่สะท้อนความเป็นจริงแล้วยังเป็นการตอกย้ำ อุตสาหกรรมในภาวะวิกฤติเศรษฐกิจเช่นนี้ด้วย
ที่มา : www.logisticsdigest.com



